"หิ่งห้อยน้อย" เพื่อนของเด็กในความมืด

หิ่งห้อยน้อยเป็นเพื่อนของเด็กทุกคน  มันอาศัยอยู่บนหิ่งห้อยน้อยคลับ หิ่งห้อยน้อย  ไม่มีเพศ ไม่มีอายุ ไม่มีเชื้อชาติ ไม่มีศาสนา ไม่มีรูปร่างและสีผิวที่ชัดเจน

อ่านเพิ่มเติม

 

สมัครเป็นสมาชิกหิ่งห้อยน้อยคลับ

© 2019 by HINGHOY NOY CLUB

  • White Facebook Icon
  • White YouTube Icon

ABOUT US

หิ่งห้อยน้อย เป็นแมลงเรืองแสงชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่บนเกาะหิ่งห้อย ซึ่งเป็นสถานที่จริงบนโลกดิจิทัล

ABOUT HINGHOY NOY

หิ่งห้อยน้อย เป็นแมลงเรืองแสงชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่บนเกาะหิ่งห้อย ซึ่งเป็นสถานที่จริงบนโลกดิจิทัล 

หิ่งห้อยน้อยเป็นเพื่อนของเด็กทุกคน คอยรับฟัง ให้ข้อมูล และช่วยสนับสนุนเด็ก ๆ ให้เติบโตอย่างสมวัยและสามารถผ่านพ้นวิกฤตความทุกข์ ความกลัว ความสงสัย  ความกังวลใจต่าง ๆ ในชีวิต ด้วยการใช้ความคิดที่มีวิจารณญานและมีมนุษยธรรม

หิ่งห้อยน้อย ไม่มีเพศ ไม่มีอายุ ไม่มีเชื้อชาติ ไม่มีศาสนา ไม่มีรูปร่างและสีผิวที่ชัดเจน

หิ่งห้อยน้อย ปรารถนาให้เด็กทุกคนได้รับความรัก ความปลอดภัย การสนับสนุน  การศึกษา และการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ มีความสุขและเท่าเทียมกัน

ABOUT FOUNDER

HINGHOYNOY FOUNDER

 

Ruangtup Kaeokamechun

รวงทัพพ์  แก้วแกมจันทร์

Light can't shine without darkness

 

แสงจะไม่ส่องสว่างหากปราศจากความมืด


I was born at night during a power cut. It was pitch dark and everyone was concerned about my life. My dad ran to the closest shop to buy candles. He lit and placed them around my mom's Maternity ward while the doctor delivered me.

 

ฉันคลอดในคืน ๆ หนึ่งที่ไร้แสงไฟ คืนนั้นเงียบสนิทและทุก ๆ คนก็เป็นห่วงในความปลอดภัยของชีวิตของฉัน พ่อของฉันวิ่งไปที่ร้านค้าใกล้ ๆ โรงพยาบาลเพื่อซื้อเทียน  และรีบกลับมาจุดไฟรอบ ๆ ตัวของแม่ขณะที่หมอกำลังทำคลอดให้ฉัน

 

My parents were teachers, thus concerned about our education. Although they were not rich, they took us to a bookstore once a month where we could select a book. This is unusual in Thailand. Parents seldom encourage their children to read just for pleasure. My classmates only read school books but I found my love for stories. Stories made me think and I began to ask critical questions about matters no one in our culture wanted to talk about.

 

พ่อแม่ของฉันเป็นคุณครู  พวกท่านใส่ใจการศึกษาของพวกเรา แม้ว่าเราไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่พวกท่านก็จะพาเราไปที่ร้านหนังสือเดือนละครั้งเพื่อให้พวกเราได้ซื้อหนังสือคนละเล่ม นี่ไม่ได้เป็นเรื่องปกติในประเทศไทยเท่าไหร่  แต่พ่อกับแม่ก็สนับสนุนให้ลูก ๆ ทั้งสองได้มีโอกาสอ่านหนังสือในเรื่องที่ตัวเองชอบ ในขณะที่เพื่อน ๆ ในชั้นเรียนของฉันมีโอกาสได้อ่านแค่หนังสือเรียน แต่ฉันกลับได้อ่านนิทานที่สนุก ๆ มากมาย เรื่องราวที่ทำให้ฉันเริ่มคิดสงสัย และตั้งคำถามที่ไม่มีใครในสังคมอยากที่จะพูดคุยกัน

 

When I was 12, I saw my dad crying. His body was twisting in pain. My mom locked me in the house and everyone else went to the hospital. The next morning, I saw my dad was not moving, his body cold like a stone. I had many questions in my head. What is death? Why did it happen to him? 

 

เมื่อฉันอายุได้ 12 ปี ฉันเห็นพ่อของตัวเองกำลังร้องขอความช่วยเหลือ ร่างกายของพ่อตอนนั้นกำลังบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด  แม่ได้ลั่นกุญแจเอาไว้ให้ฉันอยู่ในบ้าน ในขณะที่ทุกคนพาพ่อไปที่โรงพยาบาลกันหมด เช้าวันต่อมา ฉันพบว่าร่างของพ่อไม่ขยับเขยื้อน ร่างพ่อพ่อเย็นเยียบเหมือนกับก้อนหินก้อนหนึ่ง  ฉันมีคำถามมากมายในหัว  ความตายคืออะไร? ทำไมต้องเป็นพ่อของฉัน?

 

 

The silence made me feel alone. Since no one wanted to talk about death, I seek refuge in the library, searching for children's books which could give me explanations. Later, I found a book with a character who went through similar pain as me. I could accept that my dad would never return. From that point onwards, I dreamt to become a children's book author. I started to write stories and discovered that writing made me happy.

 

ความเงียบทำให้ฉันรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่มีใครเข้ามาอธิบายให้ฉันเข้าใจว่าความตายคืออะไร ฉันไปที่ห้องสมุด ค้นหาหนังสือเด็กที่จะอธิบายว่าความตายมันคืออะไรกันแน่ และแล้วฉันก็พบว่ามีหนังสือเล่มหนึ่งที่ตัวละครในนั้น สูญเสียใครบางคนในชีวิตไปไม่ต่างจากฉัน  จากนั้นเป็นต้นมาฉันจึงเริ่มยอมรับว่า พ่อของฉันจะไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว  นั้นเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ทำให้ฉันฝันที่จะเป็นนักเขียนสำหรับเด็ก  ฉันเริ่มเขียนเรื่องราวต่า ๆ และค้นพบว่า การเขียนทำให้ฉันมีความสุข

 

In the same year, I wrote a letter to a girl. I liked her more than just a friend, so I asked her out for ice cream. But she just told me I was a weirdo. Later, I had similar feelings for another girl and this time I knew it was more than just a liking. Thai society doesn't criminalize homosexuality but no one wants to talk about it. I felt alone with my new questions: Why did I fall in love with girls? Who was I?

 

ในปีเดียวกันนั่นเอง ฉันได้เขียนจดหมายถึงเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ฉันรู้สึกชอบเธอมากกว่าเพื่อนที่ฉันเคยมี   ฉันขอให้เธอไปกินไอศกรีมกับฉัน แต่เธอกลับบอกฉันว่า ฉันเป็นแค่เป็นคนเพี้ยน ๆ คนหนึ่งเท่านั้น  ต่อมาฉันก็มีความรู้สึกคล้าย ๆ กันกับเด็กผู้หญิงคนอื่น และว่าครั้งนี้ ฉันรู้สึกว่ามันมีความรู้สึกที่มากกว่าความรู้สึกชอบ ในสังคมไทยการรักคนที่มีเพศเดียวกันไม่ได้ถูกมองว่าเป็นอาชญากร แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดถึงมัน ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวพร้อมกับคำถามใหม่ที่เกิดขึ้น  ทำไมฉันต้องหลงรักผู้หญิง? ฉันเป็นอะไรกันแน่?

 

Again, I tried to search for answers but it was not easy. There was no book which could talk to teenagers about these feelings. Although I was afraid to mention anything about my sexual preferences during high school, it became a little different in university.  There, I met a lot of members of the LGBT community. I felt free to talk openly and I enjoyed exchanging information about cultural practices in other countries. Only in 2016, after my coming out within my family, I discovered that a transman and a gay among our direct family members. 

After graduating in children’s literature, I worked with marginalized children, reading books to them. I met many who felt like me, alone in the darkness of taboos, paralyzed by their intimate concerns. 

อีกครั้งที่ฉันต้องหาคำตอบใหม่ แต่มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องง่าย สมัยนั้นไม่ได้มีหนังสือที่สื่อสารกับเด็กวัยรุ่นเกี่ยวกับเรื่องความรู้สึกเหล่านี้  แล้วฉันเองก็รู้สึกกลัวมากที่จะพูดถึงเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเองตอนที่ยังเรียนอยู่ในโรงเรียนมัธยม  แต่สิ่งเหล่านี้กลับแตกต่างกันขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อฉันได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย  ที่ที่ฉันได้พบเพื่อน ๆ จากชุมชนของคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ฉันรู้สึกกล้าที่จะพูดและสนุกสนานที่จะได้ลองเรียนรู้วัฒนธรรมจากหลาย ๆ ประเทศ ช่วงปี 2016 หลังจากที่ฉันได้เปิดเผยกับครอบครัวของตัวเอง ฉันก็ค้นพบว่าในบรรดาญาติพี่น้องของฉันเอง พวกเรามีชายข้ามเพศคนหนึ่งและเกย์คนหนึ่งในครอบครัวใหญ่

หลังจากที่ฉันเรียนจบวรรณกรรมสำหรับเด็ก ฉันได้ทำงานกับเด็กชายขอบ ได้อ่านหนังสือนิทานให้พวกเขา ฉันพบเด็ก ๆ มากมายที่รู้สึกโดดเดี่ยวท่ามกลางความมืดของเรื่องราวและประเด็นมากมายที่สังคมไม่อนุญาตให้พวกเขาได้รู้ได้พูดถึงซึ่งส่งผลทำให้พวกเขาเป็นทุกข์

 

Many feel muted by topics such as sex, divorce, disability etc. Thus, I will start my project called "Hinghoy Noy"."Hinghhoy Noy" means small firefly. It is a little light that glows in the darkness of our taboos.

 

ประเด็นหลายอย่างที่ถูกปิดกั้นไม่ได้ถูกเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา เช่น เพศ,การหย่าร้าง,ความพิการ และเรื่องอื่น ๆ ฉันเลยเริ่มโครงการของฉันที่ชื่อว่า “หิ่งห้อยน้อย” ขึ้น หิ่งห้อยน้อยที่จะเป็นแสงสว่างดวงเล็ก ๆ ท่ามกลางความมืดมิดของทาบู

 

Today, I often recall my favorite story about my father who lit candles to make my path into this world a bit brighter. Now, these lights turn into small fireflies which fly to many children anywhere and anytime. 

ฉันมักจะคิดถึงเรื่องที่ฉันประทับใจเกี่ยวกับพ่อ คนที่เป็นผู้จุดเทียนเหล่านั้นซึ่งส่องแสงสว่างให้ฉันได้เดินบนทางที่ก้าวไปสู่โลก  และตอนนี้แสงเล็ก ๆ พวกนั้นก็กลายเป็นหิ่งห้อยน้อย ๆ ที่บินไปให้เด็ก ๆ อีกมากมาย ในทุกที่ และทุกเวลา

 

VDO 

https://www.youtube.com/watch?v=PRmpOUtStp0&t=349s